Pocket TV - ดูทีวีออนไลน์ฟรี ช่อง 3 5 9, Thai PBS

ดูทีวีออนไลน์ฟรี ทุกช่อง

Pocket TV ให้บริการดูทีวีออนไลน์ ดูทีวีฟรี แต่ไม่รวมดูทีวีย้อนหลัง ดูทีวี กับเราที่นี่ Pocket TV ให้บริการออนไลน์ ทั้งช่อง 3, ช่อง, 5 ช่้อง 9 และ ช่อง 11 หรือ Thai PBS สามารถรับชมได้ด้วยความเร็วเน็ตต่ำ ไม่กระตุก และมีความคมชัดสูงกว่าที่อื่นๆ พร้อมเรื่องราวข่าวสารวงการสื่อ ให้ได้ติดตามกันทุกวัน

ดูทีวีช่อง 3

ดูทีวีออนไลน์ช่อง 3 "ช่อง 3 คุ้มค่าทุกนาที ดูทีวี สีช่องสาม" ช่องโทรทัศน์ที่มีคนนิยม และดูมากที่สุด เป็นกระแส อัพเดทข่าว หนัง เพลง ที่ทันใจ

ดูทีวีช่อง 5

ดูทีวีออนไลน์ช่อง 5 "ททบ.5 นำคุณค่าสู่สังคมไทย" ช่องของกองทัพบก มีรายการสาระความรู้มากมาย เป็นรายการหลากหลาย เหมาะกับทุกเพศทุกวัย

ดูทีวีช่อง 9

ดูทีวีออนไลน์ช่อง 9 "โมเดิร์นไนน์ทีวี โทรทัศน์แห่งความทันสมัย สังคมอุดมปัญญา" ช่อง 9 การ์ตูน เพลง กระกวด รายการบันเทิง และข่าวบ้านเมือง

ดูทีวีช่อง Thai PBS

ดูทีวีออนไลน์ช่อง Thai PBS "ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ" ทีวีสาธารณะช่องแรกของไทย ทีวีเสรีของประเทศไทย ที่ประชาชนไทยทุกคนเป็นเจ้าของ
        ขอบคุณแหล่งสัญญาณทีวีดีๆ จาก Sanook TV! สัญญาณชัดมาก ไม่มีกระตุก ดูเป็นร้อยๆเครื่องพร้อมกันยังได้ เพื่อนใหม่ของคอทีวี รวบรวมสัญญาณทีวีที่ชัดที่สุดในประเทศไทย ทันเหตุการณ์ พร้อมนานาสาระความรู้ และความบันเทิง TV Online @ Pocket TV เพื่อให้คนไทยทุกคน คนไทยยุคใหม่ ได้เข้าสู่การดูทีวีออนไลน์อย่างแท้จริง ----



ระบบดิจิตอลทีวี (Digital TV)

โทรทัศน์ดาวเทียม

ความรู้เรื่อง LCD TV

ปัจจัยที่ 5 ของคนไทย คือโทรทัศน์ จริงหรือไม่


ในปัจจุบันนี้เรามีปัจจัย 4 คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค แต่ในอนาคตนี้ จะมีปัจจัยที่ 5 ทางเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทุกครัวเรือนต้องมีไว้เพื่อบริโภคข่าวสารหรือความบันเทิงต่างๆในรูปลักษณ์ของจอสี่เหลี่ยมซึ่งมีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ที่มีทั้งภาพเคลื่อนไหวและเสียงที่น่าตื่นเต้น อย่างเช่นที่จะกล่าวถึงนี้

คำว่า “โทรทัศน์” (Television) เป็นคำที่มาจากรากศัพท์ภาษากรีกและลาติน มีความหมายว่า “การเห็นได้ไกล” (Farseeing) หรือ (To see at a distance) คำว่าโทรทัศน์ภาษาไทย มีที่มาจากคำในภาษาอังกฤษ คือ television มักเรียกย่อเป็น TV(ทีวี)


โทรทัศน์ขาว ดำ เครื่องแรกของโลก ที่ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ 2468 เป็นผลงานการผลิตของ จอห์น ลอกกี้ เบรียด ชาวสก็อตแลนด์ ชึ่ง เป็นการถ่ายภาพ (Photography) ชนิดหนึ่ง การถ่ายภาพนั้นมีความหมายว่าเป็นการเขียนด้วยแสง (writing with light)

หากจะให้ความหมายของคำว่าโทรทัศน์นั้น โทรทัศน์คือ กระบวนการของการเปลี่ยนแปลงจากรูปภาพด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ การเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นด้วยการเปลี่ยนพลังงานแสงซึ่งเราสามารถเห็นด้วยตาให้เป็น พลังงานไฟฟ้าและส่งไปตามสายหรือออกอากาศโดยมีกล้องโทรทัศน์เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงนี้ โทรทัศน์เป็นเทคโนโลยีชนิดใหม่ที่ก้าวเข้ามาสู่วงการ ศึกษาทุกขณะ ดังนั้นควรพิจารณาถึงสื่อชนิดใหม่นี้ว่าจะรับเข้ามาช่วยจัดการศึกษามากน้อยเพียงใดและปัจจุบันนี้มิอาจปฏิเสธได้เลยว่าโทรทัศน์คือสื่อที่มีอิทธิพลและบทบาทต่อการรับรู้ ขบคิด และแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวในสังคมสูงมาก เนื่องจากลักษณะที่ปรากฏทั้งภาพ เสียง จึงทำให้โทรทัศน์กลายเป็นสื่อที่แสดงอำนาจได้สูงสุด โทรทัศน์เป็นระบบโทรคมนาคมสำหรับการกระจายและรับภาพเคลื่อนไหวและเสียงระยะไกล แต่ในปัจจุบันนี้โทรทัศน์นั้นพัฒนาไปไกลมากแล้วและในปัจจุบันนี้ได้มีโทรทัศน์ออกแบบมาให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแบบ LCD,LED หรือ PLASMA TV

ข้อดี-ข้อเสีย ของ LCD TV ทีวีหน้าจอแอลอีดี มีอะไรบ้าง


ข้อดีของ LCD TV

1. ให้สีที่สว่างสดใสเหมาะกับการแสดงสีกราฟฟิก เช่น การ์ตูน , สารคดีและละคร

2. เหมาะกับการนำไปเป็น Monitor ของคอมพิวเตอร์

3. เหมาะสำหรับใช้ในห้องที่สว่างสูง เช่น ห้องนั่งเล่น หรือห้องรับแขก (หรือท่านที่จะซื้อเพื่อใช้ไปติดตั้งในร้านอาหารหรือร้านค้า LCD TV น่าจะเหมาะสมกว่า )

4. อาการ Burn In จะไม่เกิดขึ้นเลย

5. LCD TV กินไฟน้อยกว่า


ข้อเสียของ LCD TV

1. ไม่สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวเร็วๆได้ดี เนื่องจากมี Response Time เร็วที่สุดในขณะนี้เพียงแค่ 2 ms เท่านั้น

2. มีความเพี้ยนของสีเกิดขึ้นโดยเฉพาะสีแดง ,โทนสีผิว , สีท้องฟ้า ทะเล

3. ไม่สามารถแสดงสีดำสนิทได้เนื่องจาก Backlight เปิดตลอดเวลาในขณะที่เครื่องทำงาน ทำให้มีแสงขาวเล็ดลอดออกไปในฉากที่เป็นสีดำเป็น “ดำสว่าง” ไม่ใช่“ดำมืด” อย่างที่ควรเป็น

จากข้อมูลในข้างต้นจะเห็นได้ว่า “โทรทัศน์” นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิตเราเพราะโทรทัศน์เป็นสื่ออิเล็กทรอนิคที่ทำให้เราบริโภคข่าวสารต่างๆ หรือได้ดูรายการอื่นๆเพื่อความบันเทิง เพื่อช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงานในชีวิตประจำวันและในปัจจุบันนี้โทรทัศน์ได้ผลิตออกมาหลายรูปแบบ หลายยี่ห้อโดยเฉพาะ โทรทัศน์ LCD นั้น ถือได้ว่าเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะมีรูปทรงที่สวยงาม กะทัดรัด น้ำหนักเบาและบางกว่าโทรทัศน์รุ่นเก่าๆมากและที่สำคัญ โทรทัศน์LCD เป็นโทรทัศน์ที่ประหยัดไฟกว่าโทรทัศน์รุ่นเก่าๆมาก จึงทำให้หลายๆบริษัทผลิตLCD กันออกมาแข่งขันกันในท้องตลาดอย่างมากมาย แต่ยี่ห้อที่มีความนิยมเป็นอันดับต้นๆคือยี่ห้อ SONY , LG , SUMSUNG โดยทั่วไปนั้นขนาดที่มีผู้นิยมใช้กันมาก คือขนาด 32" ซึ่งเป็นขนาดที่กำลังดีและที่สำคัญคือ มีราคาที่ไม่สูงมากนัก

หลักการเลือกซื้อ LCD TV (โทรทัศน์แบบ LCD)


หลักการเลือกซื้อทีวีแบบ แอลซีดีนั้นมี 6 ข้อหลักๆ เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจในฐานะผู้บริโภค จะไม่ทำการพูดถึงเรื่องทางเทคนิคมากนัก



1. รองรับรายละเอียดภาพได้สูงสุดไม่ต่ำกว่า 1080p คือ อย่างแบบ HD Ready ที่ความละเอียด อยู่ที่ 1366x758p หรือ 1 ล้านพิกเซล

2. ค่า contrast Ratio ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะค่า Contrast Ratio ส่วนสีดำที่ดำที่สุดและสีขาวที่ขาวที่สุดที่ทีวีสามารถแสดงได้ ทีวีที่มี Contrast Ratio สูงๆ จะแสดงภาพได้ดูลึกมีมิติสมจริง จะเกิดภาพในฉากมืดๆได้ดี (สีดำไม่เป็นสีเทา ) สีสันความสว่างของภาพจะมีมิติ มีรายละเอียดไม่คลุมเครือ

3. หากเป็น LCD ต้องมีค่า Response Time เป็นการแสดงการเคลื่อนไหวของภาพ

4. ต้องมีช่องต่อที่ตอบสนองได้ทุกความต้องการของเรา

  • ถ้าเป็นขนาด 42” ขึ้นไปควรมีช่องต่อ HDMI Version
  • ช่องต่อ Component ควรจะมีอย่างน้อย 2 ชุด
  • ถ้าช่องต่อ USB PORT หรือ SD Card Slot ถ้ามีก็จะเป็น Option ที่น่าสนใจ


5. ดูการใช้ของตัวเองด้วย ว่าการใช้งานจริงของตัวเองว่าการใช้งานจริงของตัวเองจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมบ่อยๆหรือไม่เพราะ LCD บางรุ่นถูกออกแบบสามารถปรับหมุนได้

6. ข้อสุดท้ายคงหนีไม่พ้นเรื่องดีไซน์ การออกแบบ เพราะทุนซื้อ LCD TV ซักเครื่องหนึ่งมันจะไม่ได้เป็นเพียงแค่โทรทัศน์ แต่มันจะเป็นเครื่องประดับบ้านของท่านด้วย ดังนั้นการตัดสินใจซื้อก็ควรคิดว่า LCD TV ที่เราจะซื้อนั้นมันจะเข้ากับบริเวณที่เราจะนำไปติดได้ดีหรือไม่

เทคโนโลยีที่พัฒนามาใช้กับ TV LCD


เทคโนโลยีที่พัฒนามาใช้กับ TV LCD นั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. Passive Matrix หรือที่เรียกว่า super – Twisted Nematic (STN) เป็นเทคโนโลยีแบบเก่าที่ให้ความคมชัด และความสว่างน้อยกว่า ใช้ในจอโทรศัพท์มือถือทั่วไปหรือ จอ Palm ขาว ดำเป็นส่วนใหญ่

2. Active Matrix หรือที่เรียกว่า Thin Film Transistors (TFT ) สามารถแสดงภาพได้คมชัดและสว่างกว่าแบบแรก ใช้ในจอมอนิเตอร์หรือ โน็ตบุ๊กเทคโนโลยีมอนิเตอร์แบบ LCD มีจุดเด่นหลายประการ คือ



- ขนาดเล็กกระทัดรัด และ น้ำหนักเบา ด้วยการทำงานที่ไม่ต้องอาศัยปืนยิงอิเล็กตรอน จึงช่วยให้ด้านลึกของจอภาพที่มีขนาดสั้นกว่ามอนิเตอร์แบบ CDT ถึง 3 เท่า และด้วยรูปร่างแบนราบทางด้านหน้าและด้านหลังในบางรุ่นจึงมีอุปกรณ์เสริมพิเศษ สำหรับติดฝาผนัง ช่วยให้ประหยัดพื้นที่มากขึ้น

- พื้นที่การแสดงผลเต็มพื้นที่ จากเทคโนโลยีพื้นฐานในการออกแบบ ทำให้จอมอนิเจอร์แบบ LCD สามารถแสดงผลได้เต็มพื้นที่ เมื่อเปรียบเทียบกับแบบ CD ขนาด 17 นิ้ว เท่ากัน พื้นที่แสดงผลที่กว้างที่สุดจะอยู่ที่ 15นิ้วกว่าๆ เท่านั้น

- ให้ภาพที่คมชัด มีรายละเอียดสูงและมีสัดส่วนที่ถูกต้อง เนื่องจากมอนิเตอร์มีความแบนราบจริง

- ช่วยถนอมสายตา และมีอัตราการแผ่รังสีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพต่ำมาก

- ประหยัดพลังงานไฟฟ้า ด้วยการใช้พลังงานที่ต่ำกว่าจอ CD 57’ 60%

- ความสามารถในการรองรับ อินพุท ( Input ) ได้หลายๆแบบพร้อมกันเนื่องด้วยจอมอนิเตอร์แบบ LCD สามารถรับสัญญาณจากแหล่งสัญญาณดิจิตอลอื่นๆได้ เช่น โทรทัศน์หรือเครื่องเล่น DVD และบางรุ่นสามารถทำภาพซ้อนจากหลายแหล่งข้อมูลได้ จึงทำให้มอนิเตอร์แบบ LCD เป็นได้ทั้ง เครื่องรับโทรทัศน์และจอมอนิเตอร์หลายๆตัวมาใช้งาน

แพทย์ชี้ เด็กเล็กดูทีวีวันละ 1-2 ชั่วโมง ช่วยลดความเสี่ยง พัฒนาการทางภาษาล่าช้า


แพทย์ชี้เด็กเล็กดูทีวีวันละ 1-2 ชั่วโมง ช่วยลดความเสี่ยงพัฒนาการทางภาษาล่าช้า เพิ่มระดับไอคิวและอีคิวมากกว่าเด็กที่ไม่ดูโทรทัศน์ เน้นรายการให้สาระความรู้ เสนอรัฐบาลเพิ่มเวลารายการสำหรับเด็กมากขึ้น แต่ผู้ปกครองต้องควบคุมไม่ให้เด็กดูเกินวันละ 2 ชั่วโมง



ศ.นพ.วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ หน่วยระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ได้นำเสนอผลงานวิจัยเรื่องการดูโทรทัศน์กับพัฒนาการทางภาษา สังคมและอารมณ์ของเด็กอายุ 1-3 ปี โดยฝ่ายโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดประชุมวิชาการประจำปีเมื่อเร็วๆ นี้ ผลวิจัยพบว่า การให้เด็กเล็กดูโทรทัศน์ไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง จะช่วยลดความเสี่ยงต่อพัฒนาการทางภาษาล่าช้า และลดความเสี่ยงต่อภาวะด้อยสมรรถนะทางสังคมและอารมณ์ ในขณะเดียวกันจะส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการทางระดับสติปัญญาและความฉลาดทางอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้น

ศ.นพ.วีระศักดิ์ กล่าวว่า ระดับเชาวน์ปัญญาหรือไอคิวของเด็กไทยในปัจจุบันค่อนข้างต่ำ ซึ่งถือเป็นปัญหาทางด้านสุขภาวะของประชาชน ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา มีนักวิจัยไทยพยายามค้นหาเหตุปัจจัยที่มีผลกระทบต่อพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กทารกอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป เป็นช่วงวัยที่สมองกำลังมีพัฒนาการทางด้านภาษาสูงสุด เด็กจะเริ่มหัดฟัง เรียนรู้ที่จะพูดและต้องการการตอบรับจากคนรอบข้างเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ทางด้านภาษา ในขณะที่ผลการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศแนะนำไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีดูโทรทัศน์ ซึ่งจะทำให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษาล่าช้า แต่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนถึงผลเสียข้อนี้ อีกทั้งงานวิจัยต่างประเทศไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับเด็กไทยได้ เพราะมีความแตกต่างกันในด้านโครงสร้างภาษา ค่านิยม แบบแผนการเลี้ยงดูและรายการโทรทัศน์ ทำให้ผลการศึกษามีความแตกต่างกัน

การทำงานวิจัยครั้งนี้ใช้เวลา 10 ปี เป็นการร่วมมือกันของนักวิจัยหลายสถาบัน เริ่มตั้งแต่ปี 2543-2553 เป็นโครงการระยะยาวที่เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเด็กและครอบครัวที่อาศัยในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองฯ จ.น่าน 760 คน, อ.กระนวน จ.ขอนแก่น 852คน, อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี 774 คน, อ.เทพา จ.สงขลา 1,061 คน และกรุงเทพฯ บริเวณพื้นที่รอบโรงพยาบาลรามาธิบดี 710คน รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 4,157 คน แบ่งเป็นชาย 2,074 คนและหญิง 2,083 คน



ศ.นพ.วีระศักดิ์กล่าวว่า การเก็บข้อมูลได้จากการสัมภาษณ์พ่อแม่ผู้ปกครองหรือผู้เลี้ยงดูหลักเมื่อเด็กแต่ละคนมีอายุ 1 ปี, 2 ปี, 2.5 ปี และ 3 ปี สำรวจระยะเวลาเฉลี่ยที่ใช้ในการดูโทรทัศน์ต่อวัน รายการที่เด็กดูประจำและประเมินพัฒนาการทางภาษา โดยใช้คำถามจากแบบคัดกรองพัฒนาการสำหรับเด็กอายุ 1-2 ปี แบบประเมินการพูดและภาษาของเด็กไทยที่อายุ 2.5-3 ปี ส่วนสมรรถนะด้านสังคมและอารมณ์ วัดสองครั้งโดยใช้เครื่องมือวัดพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ สังคม จริยธรรม เมื่ออายุ 1ปี และ 3ปี

"ผลการวิเคราะห์พบว่า การดูโทรทัศน์ 1-2 ชั่วโมงต่อวัน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการมีพัฒนาการทางภาษาล่าช้าได้ร้อยละ 21-31 และลดความเสี่ยงของการด้อยสมรรถนะทางสังคมและอารมณ์ได้ถึงร้อยละ 43 เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่ได้ดูโทรทัศน์" นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติเผย

ศ.นพ.วีระศักดิ์กล่าวอีกว่า การศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า เด็กที่ไม่ได้ดูโทรทัศน์จะมีพัฒนาการทางภาษา สังคมและอารมณ์ล่าช้ากว่าเด็กที่ดูโทรทัศน์ไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง โดยถ้าหากดูรายการที่ให้สาระความรู้ จะทำให้เด็กมีพัฒนาการทางไอคิวดีขึ้น 23% และมีระดับความฉลาดทางอารมณ์หรืออีคิวเพิ่มขึ้น 37% เช่น สามารถรับฟังกติกาพ่อแม่ดีขึ้น แต่การดูโทรทัศน์มากกว่าวันละ 2 ชั่วโมงไม่ทำให้เกิดประโยชน์เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่า การเลี้ยงดูโดยให้แรงเสริมทางบวก เช่น การชมเชยเมื่อเด็กทำสิ่งที่ถูกต้อง และการเสริมประสบการณ์นอกบ้าน ช่วยพัฒนาสมรรถนะทางสังคมและอารมณ์ได้ดีอีกด้วย

ด้าน ผศ.พญ.อัจฉรีย์ อินทุโสมา หน่วยระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ นักวิจัยโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก กล่าวว่า ผลการวิจัยครั้งนี้ต่างกับคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศที่ไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีดูโทรทัศน์ เนื่องจากงานวิจัยในวิทยานิพนธ์นี้มีขนาดตัวอย่างจำนวนมาก ครอบคลุมทั่วประเทศ ติดตามเด็กอย่างละเอียดโดยผู้เชี่ยวชาญและต่อเนื่องระยะยาว ใช้สถิติในการวิเคราะห์ที่เหมาะสม ทำให้ผลวิจัยมีความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ดียังต้องติดตามผลระยะยาวในเด็กกลุ่มนี้ต่อไป ทั้งนี้มีข้อแนะนำว่า ปัจจุบันเด็กทารกและวัยเตาะแตะดูโทรทัศน์เป็นส่วนใหญ่ อาจไม่จำเป็นต้องส่งเสริมให้ดูมากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องทำคือ รัฐบาลและสถานีโทรทัศน์จะต้องเพิ่มรายการที่เป็นประโยชน์สำหรับเด็กเล็ก และยังควรจำกัดการดูโทรทัศน์ไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง

ผศ.พญ.อัจฉรีย์กล่าวว่า การเก็บข้อมูลเด็กดูรายการโทรทัศน์แบ่งเป็น 7 ประเภทคือ การ์ตูน สารคดี รายการเด็ก ข่าว โฆษณา กีฬาและรายการเพื่อความบันเทิง โดยรายการโทรทัศน์ที่ทำให้เด็กมีพัฒนาการทางไอคิวและอีคิวได้ดีที่สุดคือ รายการเด็กที่ให้ความรู้ เช่น เจ้าขุนทอง หนูดีมีเรื่องเล่า และสารคดีชีวิตสัตว์โลก ส่วนการ์ตูนและรายการประเภทอื่นๆ ไม่มีประโยชน์สำหรับเด็ก ส่วนค่าเฉลี่ยระยะเวลาในการดูโทรทัศน์จะเพิ่มขึ้นตามวัยคือ เด็กอายุ 1 ปี ดูวันละ 10 นาที, อายุ 2 ปี ดูวันละ 40 นาที และอายุ 3 ปี ดูวันละ 1 ชั่วโมง โดยเด็กเล็ก 11-15% ที่ดูรายการให้ความรู้และมีพัฒนาการทางภาษา สังคมและอารมณ์ดีกว่าเด็กที่ดูรายการประเภทอื่น

ลักษณะการดูทีวีบอกนิสัย - ทางจิตวิทยา




วางแผนดูทีวีตามรายการไว้แน่นอน = คุณเป็นคนวางแผนชีวิตไว้อย่างดี มีความสามารถในการดำเนินธุรกิจ และมักจะประสบความสำเร็จอย่าง สูง

ดูทีวีไปกินของจุกจิกไปด้วย = คุณเป็นคนที่ชอบเอาเวลาพักผ่อนมารวมกับทีวี ความสุขที่ยิ่งใหญ่ของคุณอยู่ที่ได้คบหาสมาคมกับผู้คนและ มีสัมพันธภาพที่ดียิ่งกับเพื่อฝูงและเพื่อนบ้าน

ชอบเปลี่ยนช่องบ่อยๆ = คุณเป็นคนที่มักชอบแสวงหาสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ใฝ่หาสิ่งที่น่าสนใจแปลกๆจากที่มีอยู่ตลอดเวลา ต้องการ ความก้าวหน้า และมีความทะเยอทะยานสูง

ดูช่องไหนก็ผูกขาดอยู่ช่องเดียว = ไม่ยอมจะเปลี่ยนช่องใหม่ตามความต้องการของคนอื่น แสดงว่าคุณเป็นคนแน่วแน่ เมื่อตั้งเป้าหมายอะไร ไว้ก็จะทำให้ถึงที่สุด ไม่ยอมให้อะไรมาเป็นอุปสรรคขัดขวาง

ดูทีวีบนเตียงนอน = คุณไม่ถือว่าการดูทีวีเป็นเรื่องซีเรียสจริง คุณดูทีวีเพื่อต้องการพักผ่อนจากการเคร่งเครียดกับงานประจำวัน คุณอาจมีงานที่ตื่นเต้นที่จะต้องทำให้เสร็จลุล่วงไป จึงเอาทีวีมาช่วยบรรเทาสมองที่คิดคำนึงถึงงานอยู่

ดูข่าวและสารคดีเป็นส่วนใหญ่ = เป็นนักแสวงหาความจริง เป็นคนที่ซีเรียสจริงจัง คุณต้องการใช้เวลาดูทีวีเพื่อรวบรวมข่าวสารต่างๆ คุณ ดำเนินชีวิตจากสมองมากกว่าหัวใจ

ชอบดูเกมโชว์ = คุณจะมีความอบอุ่นใจเมื่อได้เกี่ยวข้องสมาคมกับคนอื่นๆ และเข้าได้ดีกับทุกคน ในชีวิตคุณชอบเล่นเกม และกีฬาเป็นประจำ เพราะไปไปสัมผัสกับผู้คน

ชอบใช้เวลาในการดูทีวีมาก = สิ่งที่ต้องการอันยิ่งใหญ่ของคุณคือผู้คน ซึ่งช่วยกระตุ้นจิตใจคุณให้คึกคัก คุณมีความสุขอย่างยิ่งที่อยู่ ท่ามกลางเพื่อนฝูงและครอบครัว ดังนั้นคุณจึงชอบใช้เสียงและภาพจากทีวีเพื่อให้คุณเกิดความมั่นใจอย่างแท้จริง

เป้าหมายการบริหาร การจัดรายการโทรทัศน์ เพื่อผลเชิงพาณิชย์


การพิจารณาเป้าหมายในเชิงบริหารด้านการจัดรายการใน เชิงพาณิชย์ มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผลด้านตลาด โดยมุ่งหวัง ให้การนำเสนอรายการสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ชม และเกิดพฤติกรรมการติดตามชมรายการของทางสถานีอย่างต่อ เนื่องด้วยความพึงพอใจ ผลที่ได้รับในเชิงการตลาดที่ตามมาอย่าง เป็นรูปธรรมคือ การมีรายได้จากการโฆษณา ซึ่งเป็นรายได้หลักใน การประกอบกิจการโทรทัศน์เชิงพาณิชย์



สถานีโทรทัศน์แบบฟรีทีวีในประเทศไทยที่มีทั้งหมด 6 สถานี มีกิจการที่สามารถหารายได้จากการโฆษณาได้ จำนวน 5 สถานี ซึ่งสามารถจำแนกเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกจะมีลักษณะ ความชัดเจนมากที่สุดในการประกอบกิจการเพื่อผลเชิงพาณิชย์จำนวน 2 สถานี คือ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 และสถานี โทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 โดยทั้ง 2 สถานีเป็นการประกอบกิจการ โทรทัศน์ให้เอกชนดำเนินการในลักษณะการสัมปทานจากรัฐซึ่งเป็น เจ้าของคลื่นความถี่ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 มีบริษัท บางกอกเอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด เป็นคู่สัญญากับ องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน ส่วนสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 มีบริษัทกรุงเทพ โทรทัศน์และวิทยุ จำกัด เป็นคู่สัญญากับกองทัพบก กระทรวง กลาโหม แนวทางที่มุ่งผลเชิงพาณิชย์ของทั้ง 2 สถานีอย่างเห็นได้ ชัดเจน คือ มีรูปแบบการบริหารการจัดรายการและมีการแสวงหา รายได้จากการโฆษณา โดยเน้นให้สอดคล้องและเป็นไปตาม นโยบายและกลยุทธ์ขององค์กร เพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่ แข่งขัน ในกลุ่มที่ 2 จะเป็นสถานีโทรทัศน์ที่กำกับดูแลโดยรัฐหรือ รัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีการหารายได้จากการโฆษณาในระดับ ต่ำกว่ากลุ่มแรก จำนวน 2 สถานี คือ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 และสถานี Modernine TV สังกัดองค์การสื่อสารมวลชนแห่ง ประเทศไทย หรือ อ.ส.ม.ท. ซึ่งปัจจุบัน อ.ส.ม.ท. ได้แปลงสภาพ จากรัฐวิสาหกิจมาเป็นรูปแบบของบริษัทมหาชนในชื่อ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กลุ่มที่ 2 นี้มีรายได้จากการโฆษณาใน ระดับที่รองจากกลุ่มแรก จึงมีความจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อเพิ่ม ความคล่องตัวในการแข่งขันด้านรายการและการตลาดมากขึ้น เช่น การตั้งบริษัทดูแลงานด้านการตลาดเพิ่มเติมในกรณีของช่อง 5 และการเข้าตลาดหลักทรัพย์ของ Modernine TV เป็นต้น ส่วน กลุ่มสุดท้ายเป็นกลุ่มที่มีรายได้จากโฆษณาน้อยที่สุด คือ สถานี วิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (National Broadcasting Services of Thailand - NBT) หรือสถานีโทรทัศน์ NBT มีหน้าที่สำคัญในการ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของทางราชการสู่ประชาชนและเสริมสร้าง ความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ดังนั้นการหารายได้ จากการโฆษณาจึงเป็นภารกิจเสริม เช่นเดียวกับสถานีทีวีไทย ซึ่ง ทำหน้าที่เป็นสื่อสาธารณะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการ พัฒนาสังคมให้มีคุณภาพและคุณธรรมผ่านข่าวสารที่เที่ยงตรง เพื่อ ผลิตรายการข่าวสารที่มีสารประโยชน์ทางด้านการศึกษาและสาระ บันเทิงในสัดส่วนที่เหมาะสม ทั้งนี้ โดยปราศจากอคติทางการเมือง และผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ และโดยยึดถือประโยชน์สาธารณะ เป็นหลัก



อย่างไรก็ตามอุปสรรคสำคัญของเป้าหมายการบริหารการ จัดรายการเพื่อ ผลเชิงพาณิชย์ที่ทุก สถานีประสบอยู่ คือ พฤติกรรม ของผู้ชมรายการโทรทัศน์ที่มีอิสระและความสะดวกในการที่จะ เลือกเปิดรับสารตามความต้องการของตนเองผ่านอุปกรณ์ควบคุม ระยะไกล หรือ Remote Control ทำให้เกิดไหลของผู้รับสาร(Audience Flow) ซึ่งพงษ์ วิเศษสังข์ (2552: 108) ได้กล่าวว่า การไหลของผู้รับสารมักเกิดขึ้นในช่วงที่รายการหนึ่งจบลงและอีก รายการหนึ่งกำลังจะเริ่มขึ้น ซึ่งการไหลนี้ก็จะมีทั้งไหลผ่าน (Flowthrough) จากรายการหนึ่งไปรายการต่อไปในสถานีเดิม ไหลเข้า (Inflow) จากสถานีคู่แูข่งและควบคุม ไม่ให้ไหลออก (Outflow) จากสถานีเดิมไปสถานีคู่แข่ง

รูปแบบรายการในโทรทัศน์ดาวเทียม ในปัจจุบัน


จากการเติบโตของฐานผู้ชมเป็นอย่างยิ่งในรอบหลายปีที่ ผ่านมา ทำให้หน่วยงานและองค์กรต่างๆ หันมาให้ความสนใจใน การทำธุรกิจโทรทัศน์ดาวเทียมมากขึ้น โดยในปัจจุบันโทรทัศน์ ดาวเทียมมีรูปแบบรายการที่หลากหลายประเภทตามลักษณะของ องค์กรที่ลงมาทำธุรกิจนี้อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้สามารถแบ่ง ประเภทของรายการได้ตามลักษณะ ดังนี้ (สมาคมโทรทัศน์ ดาวเทียมแห่งประเทศไทย, 2555)


รายการข่าว เช่น “ASTV Nesws1” ในเครือผู้จัดการ “Nation Channel” ของเนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น “MCOT” ของอสมท. และยังมีช่องรายการในเครืออื่นๆ เช่น “Money Channel” “Spring News” “Voice TV” และ “T-News” เป็นต้น

รายการบันเทิง เช่น “Major Channel” ของบริษัท MVTV “M Channel” ในเครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ “มงคลแชนแนล” ของ สหมงคลฟิล์ม “8 Channel” ของบริษัท อาร์เอส จำกัด เป็นต้น รายการเพลง เช่น “Hit Station” ของบริษัท MVTV FAN TV “Bang Channel” และ “Green Channel” ของบริษัท GMM “You Channel” และ “สบายดีทีวี” ของบริษัท อาร์เอส จำกัด เป็นต้น

รายการวาไรตี้ เช่น “Super บันเทิง” ในเครือผู้จัดการ “มิติ 4” ของ Livetv “Zaa Network” ของ MThai “DMC Channel” ของวัดธรรมกาย “TV Musalim” ของมูลนิธิเพื่อ คุณธรรม “Dara Channel” ของ บริษัท โอมมหารวย จำกัด และ “Miracle Channel” ของบริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

รายการด้านการศึกษา เช่น “5 MVTV” ของบริษัท MVTV “PSI Channel สาระดี” ของบริษัท PSI “Farm Channel” ของ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นต้น รายการสำหรับเด็ก เช่น “Cartoon Club” ของ บริษัท เอฟฟ์ จำกัด “Gang Cartoon” ของ บริษัท โรส มีเดีย จำกัด “จ๊ะ ทิง จา” ของบริษัทจ๊ะ ทิง จา จำกัด เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีรูปแบบหนึ่งของโทรทัศน์ดาวเทียมที่กำลัง ได้รับการถกเถียงอย่างหนักด้านความเหมาะสมของเนื้อหา และ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นคือ โทรทัศน์ดาวเทียมที่จัดตั้งขึ้นโดยมี วัตถุประสงค์หลักในทางการเมือง เพื่อสนองความต้องการ และ ทัศนคติทางการเมืองของประชาชนเป็นจำนวนมากให้สอดรับและ เป็นคุณประโยชน์ต่อกลุ่มการเมืองของตน

ธุรกิจโทรทัศน์ดาวเทียมปัจจุบัน


จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและปัจจัยด้านต้นทุน ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายให้ความสนใจทำธุรกิจบนโทรทัศน์ ดาวเทียมมากยิ่งขึ้น โดยข้อมูลจากเว็บไซต์จีเอ็มเอ็มแซท ผู้ประกอบการโทรทัศน์ดาวเทียมรายใหญ่ของไทยได้กล่าวถึงเรื่อง ต้นทุนในการดำเนินงานโทรทัศน์ดาวเทียมว่า ธุรกิจโทรทัศน์ผ่าน ดาวเทียม จัดว่าเป็นธุรกิจใหม่ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีต้นทุนไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับในอดีตที่ผ่านมา และยังมีรัศมีของสัญญาณดาวเทียม ที่สามารถส่งสัญญาณออกอากาศได้ครอบคลุมหลายพื้นที่ทั้งใน และต่างประเทศ (ปรินทร์ นามบุญเรือง, ม.ป.ป.) ซึ่งเมื่อพิจารณา ถึงความคุ้มทุนแล้วจะพบว่าเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำ


ข้อมูลดังกล่าวยังสอดคล้องกับคำกล่าวของ พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ (2553) ที่ว่า ปัจจุบันการทำโทรทัศน์ดาวเทียมไม่ได้ ใช้ต้นทุนสูงมากนัก “เปรียบราคาเท่ากับรถเบนซ์สักคันเท่านั้น” และหากเทียบกับในอดีต ค่าใช้จ่ายในการผลิตโฆษณาทางโทรทัศน์ ในระยะเวลาหนึ่งปี อาจจะสร้างเนื้อหาเพื่อออกอากาศทางโทรทัศน์ ผ่านดาวเทียมได้ประมาณ 10 ช่อง

ในปัจจุบันนี้ โทรทัศน์ดาวเทียมจึงกลายเป็นธุรกิจหนึ่งที่ เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยจัดเป็นหนึ่งในธุรกิจที่สามารถสร้าง รายได้จำนวนมากให้กับองค์กร จากการรายงานข่าวของผู้จัดการ ออนไลน์พบว่า ปริมาณโฆษณาบนสื่อโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมรวม ในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมาเติบโตขึ้นร้อยละ 15-20 จากปี พ.ศ. 2554 ที่มีมูลค่าโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ดาวเทียมราว 5,000 ล้าน บาท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ของงบประมาณที่ใช้ ในการโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์มูลค่า 5 หมื่นล้านบาทขณะที่จำนวน ผู้ชมเพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 75 ของครัวเรือนไทยทั้งหมด (เอเอสทีวี ผู้จัดการออนไลน์, 2555)


ในการนี้ สินธ์ุ เภตรารัตน์ กรรมการผู้จัดการ แผนกนีล- เส็น มีเดีย บริษัท นีลเส็น (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า การเพิ่ม ขึ้นของสัดส่วนการรับชมโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ในช่วง 4-5 ปีที่ ผ่านมา มีการเติบโตอย่างชัดเจนสัดส่วนการรับชมเพิ่มจากเดิมร้อย ละ 10 เป็นร้อยละ 40 และร้อยละ 50 อย่างรวดเร็วและยังมีแนว โน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (สินธ์ุ เภตรารัตน์, 2555)

นอกจากนั้น นายสมพร ธีระโรจนพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริหาร บริษัท พีเอสไอ โฮลดิ้ง จำกัด ให้ความเห็นว่าตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2555 โฆษณาในส่วนโทรทัศน์ดาวเทียม เติบโตถึงร้อยละ 200-300 จากปีก่อน ขณะเดียวกันพีเอสไอได้ร่วมกับระบบเครือ ข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เี่อไอเอส ในการสร้างกล่องวัด จำนวนผ้ชูมไว้ ในกล่องรับสัญญาณด้วยการใส่ซิมโทรศัพท์ในกล่องรับสัญญาณ สำหรับ การวัดจำนวนผู้ชมเพื่อใช้เป็นข้อมลู อ้างอิง แก่เจ้าของสินค้า ต่างๆ ในการวางแผนลงโฆษณา (ประชาชาติธุรกิจ, 2555)


นอกจากนี้ วรรณี รัตนพล ประธานกรรมการบริหาร ไอพี จีมเีดย์ แบรนด์สบริษัท ในเครือ Interpublic Group ผู้ดำเนินธุรกิจ ด้านวางแผนและซื้อสื่อทั่วโลก ยังได้เปิดเผยอีกว่า ในปี พ.ศ. 2554 พบว่า สมาชิกเคเบิลโทรทัศน์ท้องถิ่น 4 ล้านครัวเรือน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 14 และจานรับสัญญาณดาวเทียม 11 ล้านครัวเรือน เพิ่ม ขึ้นถึงร้อยละ 144 คิดเป็นสัดส่วนการเข้าถึงครัวเรือนไทยทั่ว ประเทศจำนวน 17.2 ล้านครัวเรือน หรือร้อยละ 80 ของจำนวน ครัวเรือนไทย 21 ล้านครัวเรือน (วรรณี รัตนพล, 2555)

จากตัวเลขและสถิติดังกล่าวเป็นสิ่งที่ยืนยันชัดเจนแล้ว ว่า การเติบโตของฐานผู้ชมย่อมส่งผลต่อความเจริญก้าวหน้าของ การประกอบธุรกิจ โทรทัศน์ดาวเทียมอย่างชัดเจน ทำให้กลุ่มองค์กร และหน่วยงานต่างเข้ามาแข่งขันในธุรกิจโทรทัศน์ดาวเทียมมากขึ้น และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ในทุกปี ดังนั้น หากเราซื้อจานดาวเทียม พร้อมกล่องรับสัญญาณหนึ่งชุด ในราคาเพียงแค่พันกว่าบาท ท่าน อาจจะได้รับชมรายการโทรทัศน์มากกว่าร้อยช่อง เพราะจากต้นทุน ที่แี่สนถกู ตามที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ผู้ประกอบการต่างสนใจที่จะ ลงทุนในธุรกิจดังกล่าว อันมีผลทำให้ปริมาณช่องเพิ่มขึ้นทุกวัน

โทรทัศน์ดาวเทียมคืออะไร ?



โทรทัศน์ดาวเทียม หรือในภาษาอังกฤษที่ใช้คำว่า “Satellite Television” หมายถึง รายการโทรทัศน์ที่จัดส่งโดยผ่าน ดาวเทียมและรับโดยจานดาวเทียม ผ่านเครื่องรับสัญญาณ ดาวเทียมทั้งในรูปแบบของภายนอก กล่องรับสัญญาณดาวเทียมที่ สร้างขึ้นในเครื่องรับโทรทัศน์ โดยโทรทัศน์ดาวเทียมสามารถส่ง สัญญาณได้ทุกพื้นที่ (Wikipedia, n.d.)

นอกจากนี้ ประกอบ คุปรัตน์ ยังได้นิยามความหมายของ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมไว้ว่าเป็นโปรแกรมโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดด้วย ระบบดาวเทยี มเพอื่ การสอื่ สาร ฝ่ายผ้รู บั จะใช้จานดาวเทยี มในการ รับสัญญาณ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมสามารถให้บริการได้อย่างกว้าง ขวางหลายช่องสัญญาณนับเป็นร้อยๆ ช่อง และลักษณะบริการมี ทั้งแบบบอกรับและแบบไม่มีค่าใช้จ่ายรายเดือน แต่มีรายได้จาก โฆษณา หรือการรับบริจาค (ประกอบ คุปรัตน์, 2555)

จากนิยามดังกล่าวข้างต้นจึงสรุปได้ว่า โทรทัศน์ดาวเทียม คือ การออกอากาศรายการโทรทัศน์ด้วยการส่งสัญญาณผ่านระบบ จานดาวเทียมไปยังเครื่องรับของผู้ชม ซึ่งจำเป็นต้องมีกล่องรับ สัญญาณจากจานดาวเทียมเพื่อแปลงสัญญาณให้กลายเป็นภาพ เพื่อแสดงผลหน้าจอโทรทัศน์ โดยโทรทัศน์ดาวเทียมจะมีเนื้อหาที่ หลากหลาย และสามารถรับชมได้ทั้งในรูปแบบบอกรับสมาชิกหรือ รับชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

การเลือกใช้โทรทัศน์ อย่างถูกวิธี และประหยัดพลังงานมากที่สุด


โทรทัศน์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ โทรทัศน์ขาว-ดำ และโทรทัศน์สี ซึ่งโทรทัศน์สีสามารถแบ่งออกได้อีก ประเภท ตัวอย่างเช่น โทรทัศน์สีทั่วไป โทรทัศน์สีที่ใช้รีโมทคอนโทรล โทรทัศน์สีที่มีจอภาพแบบโค้ง และแบบจอแบน นอกจากนี้โทรทัศน์สียังมีขนาดที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ขนาดเล็กสำหรับหิ้วได้สะดวก หรือขนาด 14 นิ้ว และ 20 นิ้ว เป็นต้น ตลอดจนขนาดใหญ่มากๆ ซึ่งบางคนนิยมเรียกว่า Home Theater ซึ่งจะมีราคาสูงมาก สำหรับการเลือกใช้ โทรทัศน์อย่างถูกวิธีและประหยัดพลังงานสามารถทำได้ดังนี้



1. การเลือกใช้โทรทัศน์ควรคำนึงถึงความต้องการใช้งาน โดยพิจารณาจากขนาดและการใช้กำลังไฟฟ้า ซึ่งโทรทัศน์ สีที่มีขนาดแตกต่างกัน ระบบแตกต่างกัน ก็จะใช้กำลังไฟฟ้าแตกต่างด้วย เช่น

  • ระบบทั่วไป ขนาด 16 นิ้ว จะเสียค่าไฟฟ้ามากกว่า ขนาด 14 นิ้วร้อยละ 14 หรือ ขนาด 20 นิ้ว จะเสียค่า ไฟฟ้ามากกว่า ขนาด 14 นิ้วร้อยละ 30
  • ระบบรีโมทคอนโทรล 16 นิ้ว จะเสียค่าไฟฟ้ามากกว่า ขนาด 14 นิ้วร้อยละ 5 หรือ ขนาด 20 นิ้ว จะเสีย ค่าไฟฟ้ามากกว่า ขนาด 14 นิ้วร้อยละ 34
  • ระบบรีโมทคอนโทรล 16 นิ้ว จะเสียค่าไฟฟ้ามากกว่าระบบธรรมดาร้อยละ 5
  • ระบบรีโมทคอนโทรล 20 นิ้ว จะเสียค่าไฟฟ้ามากกว่าระบบธรรมดาร้อยละ 18


2. ไม่ควรเสียบปลั๊กทิ้งไว้ เพราะโทรทัศน์จะมีไฟฟ้าหล่อเลี้ยงระบบภายในอยู่ตลอดเวลา จะทำให้สิ้นเปลืองไฟ นอกจากนั้นอาจก่อให้เกิดอันตรายในขณะเกิดฟ้าแลบได้

3. ปิดเมื่อไม่มีคนดู หรือสำหรับผู้ที่ชอบหลับหน้าโทรทัศน์บ่อยๆ ควรใช้โทรทัศน์รุ่นที่ตั้งเวลาปิดโดยอัตโนมัติ เพื่อ ช่วยประหยัดไฟฟ้า

4. ไม่ควรเสียบปลั๊กเครื่องเล่นวิดีโอในขณะที่ยังไม่ต้องการใช้ เพราะจะมีไฟฟ้าหล่อเลี้ยงระบบอยู่ตลอดเวลา จึงเสีย ค่าไฟฟ้าโดยไม่จำเป็น

5. ครอบครัวเดียวกัน ไม่ควรเปิดโทรทัศน์รายการเดียวกัน ในเวลาเดียวกันคนละเครื่องหรือคนละห้อง ควรมาดู เครื่องเดียวกัน เพื่อช่วยประหยัดไฟฟ้า

สรุป ดิจิตอลทีวี กับประเทศไทย เหมาะสมกันแค่ไหน



ดิจิตอลทีวี ในประเทศไทย เป็นการเปลี่ยนรูปแบบของการดูทีวีในปัจจุบัน มีบริการใหม่ๆ เกิดขึ้น ได้ภาพเสียงชัดเจนขึ้น และมีการใช้งานช่อง ความถี่ได้คุ้มค่ามากขึ้น แต่แน่นอนว่าก็จะต้องมีการลงทุน ทั้งในส่วนของผู้ให้บริการเองที่จะต้องเปลี่ยนเครื่องมือในระบบการ ส่งสัญญาณภาพจากอนาลอกเป็นดิจิตอล และส่วนของผู้รับบริการที่จะต้องมีตัวอุปกรณ์เพิ่มเติม ที่สามารถทำการถอดรหัส (Decode) สัญญาณ

ระบบดิจิตอลทีวี ในปัจจุบัน

ระบบดิจิตอลทีวีที่คิดค้นกันขึ้นมา ปัจจุบันมีอยู่ 3 ระบบคือ ATSC ของอเมริกาเหนือ DVB ของยุโรป และ ISDB ของญี่ปุ่น ซึ่ง ทั้งหมดสามารถส่งสัญญาณภาพวิดีโอและเสียงออดิโอที่มีคุณภาพมากขึ้น (เช่น HDTV และ 5.1 Dolby surround) รวมทั้ง ข้อมูลบริการ (Data) อื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ ซึ่งทั้งหมดเป็นลักษณะของดิจิตอลจึงไม่แปลกที่ต่อไปทีวีจะสามารถเชื่อมต่อกับ อินเทอร์เนตได้ สามารถชอปปิ้ง เล่นเกมส์ออนไลน์ โวตให้คะแนนดารา หรือทำงานในลักษณะ Interactive ต่างๆ ได้ มี บริการในลักษณะของ VoD (Video on Demand) โดยมีรายการต่างๆ ให้เลือกชมอย่างมากมาย

ทีวีแบบอนาลอก หรือทีวีดิจิตอล

ระบบโทรทัศน์ภาคพื้นดิน (Terrestrial) ที่ให้บริการในประเทศไทย เริ่มออกอากาศเป็นครั้งแรกเป็นระบบอนาลอก (Analog TV) เมื่อปีพ.ศ 2498 โดย “สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวี” เป็นการส่งด้วยระบบขาวดำ M/NTSC 525 เส้น ต่อมาได้เปลี่ยนแปลง จากระบบเดิม คือ ระบบ M/NTSC มาเป็นระบบทีวีสี PAL – B 625 เส้น ที่นิยมใช้กันในแถบยุโรป ด้วยความกว้างของ ช่องสัญญาณแต่ละช่อง (Bandwidth) เท่ากับ 6‐7 MHz ทั้งนี้การส่งสัญญาณแบบอนาลอก ปัจจุบันถึงขีดจำกัดในการพัฒนา เทคนิคและคุณภาพของความคมชัดของภาพในการส่ง จึงไม่มีการพัฒนา HDTV แบบอนาลอก (High Definition TV) แต่ได้มี การพัฒนาระบบทีวีที่เป็นดิจิตอลขึ้นมาเพื่อรองรับการส่งข้อมูลภาพที่มีความละเอียดมากขึ้น โดยอาศัยอัลกอริทึม MPEG2 หรือ MPEG4 ที่เป็นหัวใจสำคัญในการที่จะบีบอัดสัญญาณภาพและเสียงให้มีบิตเรทที่น้อยลง และสามารถส่งแพร่ภาพเป็นลักษณะ ของ Digital Packets ไปยังผู้รับปลายทางได้